������������������������������

A-net กับ สิทธิและหน้าที่

posted on 17 Feb 2009 10:58 by pudalay7000

จนถึงขณะนี้ สกอ.คืนสิทธิ์การสมัครสอบแล้ว 2 คน รอการตรวจสอบพิสูจน์พยานหลักฐาน 4 คน  ตามหาตัวไม่พบอีก 2 คน และ 6 คนที่รับเรื่องร้องเรียนเอาไว้ถูกตัดสิทธิ์ เพราะชำระเงินเกินกำหนดเวลา(ข่าวสดออนไลน์ 17ก.พ.52)

สิทธิก่อให้เกิดหน้าที่

ธรรมชาติแห่งสิทธิมีลักษณะสำคัญ เช่น สิทธิมีหน้าที่ควบคู่เสมอ เจ้าของสิทธิมีหน้าที่ต่อตนเองด้วย  ใช้สิทธิโดยสุจริต และระมัดระวังกระทบต่อประโยชน์ส่วนรวม เช่น

สิทธิพลเมือง สิทธิในการรักษาพยาบาล สิทธิในการศึกษาต่อ ฯลฯ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจะได้รับความคุ้มครองเมื่อ..เจ้าของสิทธินั้นปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ฝ่ายบริหารวางไว้ เรียกง่ายๆว่าเจ้าของสิทธิมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์เพื่อยืนยันและรักษาสิทธิของตนเอง

สิทธิในการเลือกตั้ง การอ้างว่า่มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ตรวจสอบก่อนว่ารายชื่อตกหล่น? ไปใช้สิทธิในหน่วยเลือกตั้งอื่น หรือ ไปใช้สิทธิก่อนเวลา หรือหลังเวลา อย่างนี้ถือว่ากระทำมิได้ เพราะสิทธิก่อให้เกิดหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมาย 

หรือไปสมัครสอบเป็นผู้พากษาก่อนก่อนเวลา หลังเวลา หรือจ่ายเงินภายหลังจากสอบเสร็จแล้ว ก็คงกระทำมิได้ เพราะต้องทำไปตามกฎเกณฑ์ที่วางเอาไว้ ผู้มีสิทธิทุกคนมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นั้น เพื่อรักษาสิทธิของตนเองเอาไว้...ไม่ใช่ว่าจะเป็นสิทธิแบบไม่มีเงื่อนไขหรือกฎเกณฑ์ 

เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 2089/2532เรื่อง ฟ้องคดีแทนโจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้ อ.ฟ้องคดีแทน โดยปิดอากร แสตมป์ครบถ้วนแต่ไม่ได้ ขีดฆ่า ย่อมถือว่ายังไม่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 จะใช้หนังสือ มอบอำนาจดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน ฟังว่าโจทก์มอบอำนาจให้ อ.ฟ้องคดีแทนโจทก์ไม่ได้(http://www.rd.go.th/publish/17533.0.html) นั่นคือ บุคคลมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธินั้นเอาไว้

จากกรณีคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว แม้ติดอากรแสตมป์แล้ว แต่ลืมขีดฆ่า หรือไม่ขีดฆ่า ก็ใช้หนังสือนั้นเป็นพยานหลักฐานไม่ได้...ขนาดนั้นเลย 

ฯลฯ

การอ้างว่า มีนักเรียนจำนวน 20,000 กว่าคน ที่ถูกตัดสิทธิ์ จึงเป็นการอ้างเพื่อประโยชน์แห่งตน? ในการทำให้เป็นข่าว? และกดดัน สกอ.? ถือว่าเป็นการให้ข่าวที่ขาดความรับผิดชอบ และมีเจตนาเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิ โดยไม่สุจริตหรือไม่?

เช่น การให้สัมภาษณ์ของ น.ส.รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะประธานกรรมาธิการการศึกษาตรวจสอบทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล ส.ว. กล่าวว่าสัปดาห์นี้จะ เชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง สกอ., ตัวแทนนักเรียน ผู้ปกครองที่ถูกตัดสิทธิสอบเอ-เน็ต, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ มาร่วมหารือ ซึ่งเรื่องนี้ รมว.ศึกษาธิการใช้อำนาจแก้ไขได้ เพราะ สกอ.จะจัดสอบเอ-เน็ตในวันที่ 28 ก.พ.นี้ จึงไม่ควรให้เด็กถูกตัดสิทธิสอบเอ-เน็ต น่าจะช่วยเหลือเด็กเพราะเป็นเรื่องอนาคตทางการศึกษา สกอ.ควรเปิดโอกาสให้เด็กกว่า 2 หมื่นคนได้สมัครสอบเอ-เน็ตและคิดค่าปรับในการสมัคร เพื่อให้เป็นธรรมกับกลุ่มเด็กที่สมัครไปก่อนแล้ว อย่างไรก็ตาม มีข้อน่าสังเกตว่า การเก็บเงินค่าสมัครของ สกอ.มีกฎหมายรองรับหรือไม่ ซึ่งจะมีการตรวจสอบต่อไป(http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=122595)

การอ้างตัวเลขที่มากเกินจริงมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร? และจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง? กล่าวขอโทษ? หรือว่ามีปากสักแต่ว่าพูดๆไป? 

เพราะจากข้อมูล มียอดนักเรียนที่มาร้องทุกข์ทั้งในและต่างจังหวัด  ซึ่งสกอ.เปิดรับร้องทุกข์ตั้งแต่วันที่ 8-13 ก.พ. มีทั้งสิ้น 532 ราย แบ่งเป็นกทม. 181 ราย และต่างจังหวัด 351 ราย

และในจำนวน 532 รายนี้ สกอ.รับเรื่องไว้พิจารณา 14 คนเท่านั้น ที่เหลือถือว่าไม่ทำหน้าที่จึงทำให้เสียสิทธิของตนเอง 

ดังนั้น สกอ. ต้องยืนยันหลักการว่า ระเบียบคือประโยชน์ของสาธารณะ เพื่อการสร้างและรักษาจิตสำนึกการปกครองด้วยกฎหมายตามหลักนิติรัฐ (กรณีตกหล่น หรือมีข้อยกเว้นเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีได้ และรัฐต้องเยียวยาแก้ไข แต่ไม่ใช่เหตุผลที่จะมาหักล้างว่ารัฐต้องยกเลิกหลักนิติรัฐ) 

สังคมไทยจะเน่าเฟะ เละตุ้มเปะ  หากปล่อยให้คนไม่รู้ คนไม่รับผิดชอบตนเองออกมาเคลื่อนไหวสร้างภาพกันแบบรายวัน  นานๆไปสังคมไทยจะกลายเป็นสังคมที่ไม่มีกฎเกณฑ์ เพราะมีแต่คนเรียกร้องสิทธิ แต่ไม่เคยทำหน้าที่ มีแต่คนอยากมีเสรีภาพแต่ไม่อยากรับผิดชอบ...วิบัติแน่แท้

ต่อจากตอนที่(1)

ปัญหาระบบการเรียนในปัจจุบัน มีเรื่องราวให้กล่าวถึงอีกหลายประการ เ่ช่น ปัญหาว่าด้วยคุณค่า ความจำเป็น และวิธีการเรียนการสอน ดังนี้คือ

 

  1. การออกข้อสอบ เราจะพบว่าข้อสอบแต่ละโรงเรียนยากง่ายต่างกัน บ่งบอกว่ามีปัญหาในระบบการเรียนการสอน มีปัญหาเรื่องมาตรฐานการให้คะแนน สุดท้ายเมื่อสอบ o-net a-net ความจริงก็จะปรากฏชัด การที่ครูบางโรงเรียนปล่อยเกรด เพราะเด็กไม่สนใจเรียน ครูก็ไม่อยากตามจี้ เพราะไม่รู้ว่าจะบังคับหรือลงโทษอย่างไรให้เด็กสนใจทำการบ้าน นานไปก็ปล่อยเลยตามเลย เด็กลอกการบ้านมาส่ง จ้างเพื่อนทำการบ้านมาส่ง เอาเวลาไปเล่นเอ็มหรือไฮ5 การออกข้อสอบหากยากจะทำให้เด็กสอบตกเป็นจำนวนมาก ครูอาจถูกเพ่งเล็งว่าสอนไม่เก่ง เด็กไม่รู้เรื่อง ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือถูกสมาคมผู้ปกครองร้องเรียน เดินขบวนขับไล่ได้ ดังนั้นต้องออกข้อสอบง่ายเข้าไว้ และหากไม่จำเป็นจริงๆก็ให้เกรด 1 เพื่อให้ผ่านๆไป 
  2. บางวิชาต้องประเมินคุณค่าใหม่ว่าคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปไหม เรียนมาก หนังสือหนัก? และมีคุณค่าเพียงพอ? เช่น สมัยหนึ่ง วิชากระบี่กระบอง ปิงปอง วอลเล่บอล ขลุ่ย ฯลฯ  เด็กจบไปแล้วก็ไม่เห็นว่าจะประทับใจในวัฒนธรรมไทย หรือจดจำท่ารำได้  ตรงข้ามสิ่งที่เด็กสนใจ แม้ไม่สอน เช่น ฟุตบอล เด็กกลับบอกกฎกติกาการเล่นได้ว่าอย่างไรฟาล์ว อย่างไรล้ำหน้า อย่างไรตั้งเตะ นั่นคือว่า เด็กสูญเสียเวลาเรียนวิชาที่ไร้คุณค่า หากปล่อยให้เด็กเอาเวลาไปเล่นกีฬาที่ชื่นชอบยังจะดีกว่าเสียอีก และหากไม่ให้เด็กเรียนวิชาเหล่านี้ ก็ลดจำนวนวิชาที่เรียนลงบ้าง ก็น่าจะดีกว่า  รวมถึงลูกเสือเนตรนารียุวกาชาด เหล่านี้ สิ้นเปลืองเครื่องแต่งกายและชุดมากไปไหม? และทำให้เด็กมีวินัยเพิ่มขึ้นได้จริง? ไม่เห็นมีรายงายวิจัยออกมาสักชิ้นที่จะยืนยันได้ว่า เรียนลูกเสือแล้วเด็กมีวินัยเพิ่มมากขึ้น?(หากยืนยันว่าจริงแล้วผลการวิจัยของคณะคุรุศาสตร์จุฬาฯที่พบว่าเด็กสมัยนี้ เอาแ่ต่ใจ ไม่มีวินัย ไม่อดทน จะบอกว่าผลวิจัยนี้ผิด?)
  3. แบบเรียน ที่เน้นให้เด็กเติมคำในช่องว่าง นัยว่าอำนวยความสะดวก เอาเข้าจริงทำให้เด็กขาดทักษะการเขียน เปรียบเทียบกับการ ให้เด็กลอกโจทย์(หรือมากไป?) แล้วแสดงวิธีทำด้วยลายมือ เด็กได้ทักษะการเขียน ความจำ และความเข้าใจ เพราะลงมือปฏิบัติเองทุกขึ้นตอน เมื่อเด็กชำนาญแล้วในชั้นเรียนสูงขึ้น จึงค่อยลดการเขียนลงบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร
  4. การทำรายงาน ปัจจุบัันการให้เด็กเป็นศูนย์กลางการเีรียนรู้ มีค่าเท่ากับ การทำรายงาน นัยว่าค้นคว้า ผลได้ที่เห็นอย่างเดียวคือ เด็กใช้กูเกิ้ลเป็น แต่การตัด ต่อ วาง พริ้นท์เพื่อทำรายงาน ไม่แน่ใจว่าจะได้ผลตามที่ระบบการศึกษาคาดหวังหรือไม่ เพราะเป็นการเพิ่มภาระเกินเหตุ ภาระค่าใช้จ่าย การอ้างไปทำรายงาน เพื่อไปทำอย่างอื่น หรือขอเงินไปทำรายงานบ่อยๆ แต่ไม่รู้ว่าเอาไปเติมมือถือ หรือเล่นเกมส์ หรือดูหนัง? กลายเป็นช่องว่างให้เด็กหลอกลวงพ่อแม่ได้ อย่างนี้โรงเรียนต้องทบทวนว่าจะให้ทำรายงานทุกวิชาหรือว่าจริงๆแล้ว ทำรายงานแบบบูรณาการทุกวิชา เช่น ก่อนจบ ป.4 หรือ ป.6 ต้องให้เด็กทำรายงาน1 ฉบับ เป็นเรื่องราวหรือหัวข้อที่ ครอบครัว พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องการทราบ เช่น วิธีทำข้าวมันไก่  การผลิตปุ๋ยอินทรีย์  น้ำหมักชีวภาพ อันตรายสารเคมี การทำเป็ดพะโล้ ฯลฯ ที่ก่อใ้ห้เกิดประโยชน์ต่อครอบครัว และใช้ประโยชน์ได้จริง  ผมว่ารายงานแบบนี้ ผู้ปกครองก็สนับสนุน และเด็กก็อยากทำเพราะเลือกหัวข้อที่สนใจด้วยตนเอง โดยมีครูทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้เป็นรายงานที่มีคุณค่า เป็นวิทยานุพนธ์ฉบับย่อส่วนระดับป.6 ให้การทำงานงานมากกว่าการการ copy paste อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้(เด็กเหล่านี้น่าจะได้ไปเรียนวารสารฯนิเทศ สาขาตัดต่อภาพยนตร์?)
  5. การใช้แบบเรียนเปลือง (เห็นว่าจะแจกฟรีตามรัฐธรรมนูญ) แต่หากนึกย้อนไปสมัยก่อน เด็กรุ่นน้องก็ใช้หนังสือรุ่นพี่ได้ เรียนจบกันถ้วนหน้า ที่สำคัญหนังสือมีคุณค่า่สูงขึ้น เพราะต้องส่งผ่านให้รุ่นน้อง หรือขายต่อได้ เด็กจะหวงแหนหนังสือ เข้าปกเรียบร้อย ไม่ใช่ทิ้งขว้างหนังสืออย่างในปัจจุบัน  การใช้แบบเรียนแบบประหยัดนี้ ทำให้ประหยัดเงินผู้ปกครองมหาศาล และประหยัดภาษีอากรได้มาก(หากรัฐจะแจกฟรี) นำเงินไปซื้ออุปกรณ์การศึกษาอื่นๆที่จำเป็นได้อีกเป็นจำนวนมาก
  6. ส่งเสริมการอ่านน้อย เด็กสมัยนี้ ไม่ค่อยอ่านหนังสือ ทำให้ไม่มีโอกาสฝึกสมาธิ ทำให้สมาธิสั้นได้ง่าย เป็นอันตรายในระยะยาว ทางแก้เรื่องนี้ ต้องมีการ์ตูนให้เด็กอ่าน หรือ หนังสืออ่านนอกเวลา เพื่อกระตุ้นและฝึกให้เด็กอ่าน ซึ่งต้องมีการประเมินผลอย่างจริงจังว่าเด็กอ่านรู้เรื่อง? จับใจความสำคัญได้? สรุปประเด็นสำคัญและเรื่องราวได้? อันนี้สำคัญ เพราะเป็นการใช้ภาษาจากของจริง
  7. ชุดกีฬาและชุดโน่นนี่ บางทีการเรียนวิชาพละ ก็ไม่รู้ว่าเป็นการยัดเียียดเด็กหรือไม่ เพราะเด็กเรียนชั่วโมงพละเสร็จแล้วเรียนต่อก็มี เหงื่อไคล ร้อน ฯลฯ ทำให้ไม่มีสมาธิ ไม่อยากเรียนวิชาอื่น เรื่องนี้ วิชาพละควรต้องกำหนดอย่างไรดี จึงจะก่อประโยชน์สูงสุด เช่น ไม่ต้องมีวิชาเรียน แต่กำหนดให้ชั่วโมงพละ เด็กไปเข้ากลุ่มกิจกรรมที่สนใจ และเรียนรู้กฎเกณฑ์ เทคนิคจากวิดีโอ กูเกิ้ล ฯลฯ แล้วให้ทำแบบทดสอบความรู้ความเข้าใจในกีฬาที่สนใจ เช่น วิ่ง วิ่งผลัด บาส วอลเล่บอล ปิงปอง ฟุตบอล ฯลฯ โดยไม่ต้องไปสอนหรือให้เป็นวิชาเรียน เพราะหากเด็กสนใจก็จะสอบถาม ศึกษาเอาเองได้ อย่าวิตกหรือกลัวว่าเด็กจะไม่รู้ ไม่เข้าใจ(เรื่องยากๆอย่าง การใช้คอมพ์ เล่นเกมส์ ใช้มือถือ เล่นเอ็ม ไฮ5 ยากกว่านี้อีก แต่เด็กก็ทำเป็นหมดทุกอย่าง เพราะสนใจ
  8. ครูภาษาอังกฤษ สมัยก่อนเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนั้น เด็กออกเสียงภาษาอังกฤษแบบไทยๆ เวลาไปเจอสำเนียงเจ้าของภาษา ผลก็คือว่า ฟังไม่ออก แล้วจะพูดให้ถูกหรือให้เจ้าของภาษารู้เรื่องได้อย่างไรในเืืมื่อออกเสียงไม่ถูกเลย ทั้งๆที่สื่อยุคนี้มีมาก เช่น เน็ต แผ่นซีดี เคเบิลทีวี ฯลฯ แต่ีครูก็สอนและออกเสียงเหมือนเดิมทุกประการ rat cat desk ก็วนอยู่แบบนี้ เด็กคงเก่งไวยากรณ์เหมือนเดิม แต่จบมหาวิทยาลัยแล้ว พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เหมือนเดิม

 

  บทส่งท้าย?

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นความเห็นส่วนบุคคลเกี่ยวกับปัญหาระบบการศึกษาของไทยในยุคปัจจุน ที่ก่อให้เกิดความเครียดโดยไม่จำเป็น เด็กเรียนมากรายวิชา แต่ไม่ประเมินคุณค่าอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ว่า เรียนไปแล้วได้อะไรบ้าง? ทั้งก่อภาระด้านการเงินแก่ผู้ปกครองโดยไม่จำเป็น

เอาเ้ข้าจริงแล้ว พ่อแม่ทุกคน เช่นแพทย์ วิศวร ฯลฯ หากมีเวลา ไม่ต้องทำงาน ก็อยากสอนหนังสือเด็กด้วยตนเองทั้งนั้น หากเลือกได้อีกก็อยากให้เด็กเรียนเป็นกลุ่มเล็กๆแล้วผู้ปกครองผลัดกันสอนตามหลักสูตร  ดีกว่าปล่อยให้โรงเรียนสอนเสียอีก เพราะนับวันก็ยิ่งอาการหนัก มีแต่ปริมาณหาคุณภาพไม่ได้(หลังจากริบไม้เรียว และครูมีหนี้สินมาก แถมผู้ปกครองให้ท้ายเด็ก ครูจึงไม่กล้าแนะนำสั่งสอนเด็กอีกต่อไป)

แต่ในโลกการทำงานที่ต้องวุ่ยวาย ขาดทุน กำไร ล้มละลายนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองก็ฝากความหวังไว้ที่โรงเรียนและครู เพราะคิดว่ายังพอเป็นที่พึ่งได้อยู่ และหากเป็นโรงเรียนดัง มีชื่อเสียงพ่อแม่ก็พร้อมเสมอ แพงไม่เกี่ยง ขอให้เป็นโรงเรียนดีมีคุณภาพก็เป็นพอ

ก็ได้แต่หวังว่า่จะมีการเปลี่ยนระบบการเรียนการสอนเสียใหม่ ให้มันดีขึ้น ประหยัดมากขึ้น และมีคุณภาพมากกว่านี้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้(15ก.พ.52) หลานสาว วัยป.4 มาพักที่บ้าน เพราะอยากมาเที่ยวและใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ผมก็เลยต้องแถมการเรียนไปบ้างพอประมาณ

เริ่มต้นจากคณิตศาสตร์เด็ก ป.4 เรื่องการหาร เลขจำนวนไม่เกิน 3 หลัก(ในหนังสือแบบเรียนกำหนดไว้เท่านี้) โดยแสดงวิธีทำให้ดูเป็นตัวอย่างก่อนพร้อมคำอธิบายตามหนังสือเรียนเป๊ะ

ต่อมาก็เปลี่ยนโจทย์ใหม่ ด้วยการเปลี่ยนตัวเลขหลักหน่วย เธอก็ัยังทำได้อยู่ แต่ผมก็เริ่มสงสัยว่าเด็กทำได้เพราะเลียนแบบ ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบจดจำ หรือว่า่ทำได้เพราะความเ้ข้าใจกันแน่?

ก็เลยต้องมีโจทย์ใหม่ๆ คือ 475 หารด้วย 8 หรือ 475/8 คำตอบ คือ 55 เศษ 5 ผมพยายามค้นหาเหตุผล ก็พบว่า เธอท่องสูตรคูณแม่ 8 หรือ 7 ไม่ได้ แม้แต่แม่ 3 ก็ยังท่องไม่ได้ ผมสอบถาม เด็กก็บอกว่าเขาสอนสูตรคูณต้องแ่ต่ ป. 1 เฮ้อ 

ผมก็เลยถามว่าสอบวันไหน หลานสาวก็บอกว่าต้นเดือนมีนาคมนี้ ผมก็บอกว่างั้นมีเวลาเดี๋ยวจะสอนคณิตศาสตร์ให้ โดยเฉพาะการหาร วันศุกร์หน้ามาเลยนะนอนที่บ้าน 3 วันเลย เด็กก็ชอบใจเพราะว่า่จะได้มาเล่นเน็ต? หรือว่ามาเรียนเลขกันแน่ ก็ยังไม่แน่ใจ อิอิ แต่ต้องหาวิธีสอนให้หารเลขเป็นให้ได้ก่อน เรื่องอื่นเรื่องเล็ก

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้สะท้อนปัญหาระบบการศึกษาของไทยได้หลายประการ ดังนี้ 

 

  1. ระบบการเรียน หากเด็กท่องสูตรคูณไม่ได้ เด็กก็จะหารไม่เป็น เพราะการหารต้องใช้การคูณเป็นเสียก่อน อาจมีข้อโต้แย้งว่าให้เด็กเปิดสูตรคูณได้ หรือเด็กนั่งสร้างสูตรคูณขึ้นมาใหม่ด้วยการบวกทีละตัว แต่นั่นทำให้ช้าและไม่ทันกิน แลกกับการท่องสูตรคูณได้ทำให้เด็กคิดเร็ว และเข้าใจการหารได้ดีกว่า แต่การที่เด็กไม่ต้องท่องสูตรคูณ หรือไม่บังคับให้เด็กท่องสูตรคูณตั้งแต่ระดับ ป.1 ผลคือว่า พอขึ้น ป.4 ภาระหนักอึ้งก็ตกแก่ครูชั้นป.4 ความจริงสมัยก่อนเด็กก็ต้องฝึกท่องสูตรคูณให้ได้ ก-ฮ สระ นับเลขในตอนเย็นหลังเลิกเรียน ท่องอย่างนั้นจนกว่าจะท่องได้ และฝึกท่องกับครัวตัวต่อตัวในห้องเรียน ว่าจะทำได้หรือไม่? หากทำไม่ได้ ก็ไม่ผ่าน ไม่ให้ขึ้นชั้นเรียนที่สูงขึ้น เหล่านี้ไม่เกินความสามารถเด็กในวัยที่พร้อมจะเรียนรู้และจดจำ การฝึกให้เด็กท่องและจำ ไม่ใช่การปิดกั้นจินตนาการหรือปิดกั้นกระบวนการคิดในเรื่องอื่นๆ เพราะที่สุดแล้วชีวิตมนุษย์ก็ต้องมีเรื่องจดจำ เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับการคิดในเรื่องอื่นๆต่อไปด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเมื่อจำแล้วจะทำให้คิดไม่เป็นหรือคิดแบบสร้างสรรค์ไม่ได้
  2. ผู้ปกครอง อันนี้ ผู้ปกครองก็มีส่วนต้องรับผิดชอบ ประเภทอะไรๆก็โทษครูและโรงเรียนนั้น ถือว่าเป็นการผลักภาระ ปัดสวะให้พ้นตัว เพราะผู้ปกครองต้องมีวิธีการรู้ให้ได้ว่า เด็กมีการบ้านไหม ทำการบ้านหรือยัง ทำถูกมากน้อยแค่ไหน เพราะการบ้านคือ การฝึกฝนทักษะให้เกิดความชำนาญทั้งในแง่การฝึกคิดและทักษะการเขียนไปพร้อมๆกัน แต่หากผู้ปกครองไม่ใส่ใจการบ้านเด็ก ก็มัวแต่โทษโรงเรียนว่าสอนสู้โรงเรียนในเมืองหรือโรงเรียนดีๆไม่ได้ โทษโน่นนี่ไปหมด  ยกเว้นโทษตัวเอง รวมถึงการปล่อยปละละเลยตามใจเด็กให้ดูทีวีเมื่อไหร่ก็ได้ ฟังเพลงไปเรื่อยเปื่อย ไม่มีวินัย ไม่ทำการบ้าน ฯลฯ ตามใจเด็กไปหมด นี่ก็เป็นอาการเกรียนของผู้ปกครองประเภทหนึ่งเหมือนกัน...เกรียนสู่รุ่นลูกได้ไม่ยาก
  3. ค่อยว่ากันต่อ(มี แต่่ว่ายังไม่อยากเขียน เป็นเรื่องว่าด้วยความวิตกของครู กับการออกข้อสอบยากหรือง่าย ซึ่งขัดแย้งในตัวเอง และการอยากช่วยนักเรียน แต่ทำร้ายระบบการศึกษาของชาติ)

 

พักนี้มีข่าวเด็กกล่อง(ติดเกมส์) เด็กเกรียน(อารมณ์มากกว่าเหตุผล) ยุคที่สื่อล้อมเด็ก เด็กหลงระเิริงกับสื่อรอบตัว เน็ต มือถือ ทีวี(ดูมากทำให้สมาธิสั้นและโง่ได้) ทำให้เด็กไม่สนใจการเรียน แต่ชอบไปเรียนกวดวิชาเพราะจะได้ไปพบเื่พื่อนต่างเพศ ต่างโรงเรียน ได้แต่งตัวสวย ได้เดินเที่ยวห้างเล่นในวันหยุด ฯลฯ แม้ว่าบางส่วน(หรือส่วนใหญ่?)ไปเรียนกวดวิชาแบบตั้งใจคุ้มค่าเงินและเวลาก็ตาม แต่ก็มีไม่น้อยไปเรียนพิเศษ เพราะเป็นแฟชั่นและผู้ปกครองจำนวนหนึ่งก็บ้าจี้ตามเด็กไปด้วย เพราะหลงเข้าใจผิดคิดว่าเด็กใฝ่เรียน?

ยุคที่เด็กเริ่มสมาธิสั้น ใจร้อน อดทนรอคอยไม่ได้ ไม่มีวินัย เอาแต่คุยโทรศัพท์  นิยมมีคู่นอนและเปลี่ยนคู่นอนแต่วัย เด็ก ยกพวกตีกัน ฯลฯ ปัญหาทั้งหมดนี้ สื่อมวลชนโดยเฉพาะค่ายเพลงและภาพยนตร์ปัดความรับผิดชอบไม่ได้

บทส่งท้าย? 

แต่..ก็ยังชื่นใจที่เด็กส่วนใหญ่(สุ่มพบได้จากเว็บเด็กดี.คอม)เป็นเด็กกลุ่มใหญ่ที่สุดของชาติในโลกออนไลน์ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มเด็กใฝ่เรียนและมีเหตุผล  และเราฝากอนาคตของประเทศชาติไว้กับเด็กเหล่านี้ได้ อย่างน้อยๆ กรณีการออกมาร้องเรียนของคนกลุ่มหนึ่งที่อ้างว่ามีเด็กพลาดการสมัครเอเน็ต 20,000คน และจะฆ่าตัวตายหากสมัครไม่ได้ เด็กส่วนใหญ่เห็นว่า ระเบียบต้องมาก่อน กฎเกณฑ์ต้องมาก่อน ความรับผิดชอบส่วนบุคคลต้องมาก่อน ไม่ยอมรับพฤติกรรมที่ขาดความรับผิดชอบ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นจะร่างกฎเกณฑ์กันไปเพื่ออะไร แต่เด็กเหล่านี้ก็บอกว่ายินดีให้โอกาสเป็นกรณีไป หากความผิดพลาดในการสมัครนั้นสมเหตุผล แต่ประเภทสมัครไม่ทัน ลืม ฝากเพื่อนแล้วเพื่อนลืมนั้น พวกเธอเห็นว่ารับไม่ได้ (ล่าสุดเห็นว่ามีคนยื่นเรื่องร้องเรียนราว 500 คนและในจำนวนนี้มีเหตุผลที่รับฟังได้จำนวน 12 คน ไม่ใช่หลัก 20,000คน เพื่อข่มขู่และเล่นกับข่าวแต่อย่างใด แล้วคนที่ให้ข่าวว่า 20,000 ต้องแสดงความรับผิดชอบ หรือว่าเอาแต่เกรียนตามเด็ก?)

อนาคตเด็กไทยก็พอมีลู่ทางสดใสได้อยู่

edit @ 16 Feb 2009 08:49:46 by pudalay