เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้(15ก.พ.52) หลานสาว วัยป.4 มาพักที่บ้าน เพราะอยากมาเที่ยวและใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ผมก็เลยต้องแถมการเรียนไปบ้างพอประมาณ

เริ่มต้นจากคณิตศาสตร์เด็ก ป.4 เรื่องการหาร เลขจำนวนไม่เกิน 3 หลัก(ในหนังสือแบบเรียนกำหนดไว้เท่านี้) โดยแสดงวิธีทำให้ดูเป็นตัวอย่างก่อนพร้อมคำอธิบายตามหนังสือเรียนเป๊ะ

ต่อมาก็เปลี่ยนโจทย์ใหม่ ด้วยการเปลี่ยนตัวเลขหลักหน่วย เธอก็ัยังทำได้อยู่ แต่ผมก็เริ่มสงสัยว่าเด็กทำได้เพราะเลียนแบบ ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบจดจำ หรือว่า่ทำได้เพราะความเ้ข้าใจกันแน่?

ก็เลยต้องมีโจทย์ใหม่ๆ คือ 475 หารด้วย 8 หรือ 475/8 คำตอบ คือ 55 เศษ 5 ผมพยายามค้นหาเหตุผล ก็พบว่า เธอท่องสูตรคูณแม่ 8 หรือ 7 ไม่ได้ แม้แต่แม่ 3 ก็ยังท่องไม่ได้ ผมสอบถาม เด็กก็บอกว่าเขาสอนสูตรคูณต้องแ่ต่ ป. 1 เฮ้อ 

ผมก็เลยถามว่าสอบวันไหน หลานสาวก็บอกว่าต้นเดือนมีนาคมนี้ ผมก็บอกว่างั้นมีเวลาเดี๋ยวจะสอนคณิตศาสตร์ให้ โดยเฉพาะการหาร วันศุกร์หน้ามาเลยนะนอนที่บ้าน 3 วันเลย เด็กก็ชอบใจเพราะว่า่จะได้มาเล่นเน็ต? หรือว่ามาเรียนเลขกันแน่ ก็ยังไม่แน่ใจ อิอิ แต่ต้องหาวิธีสอนให้หารเลขเป็นให้ได้ก่อน เรื่องอื่นเรื่องเล็ก

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้สะท้อนปัญหาระบบการศึกษาของไทยได้หลายประการ ดังนี้ 

 

  1. ระบบการเรียน หากเด็กท่องสูตรคูณไม่ได้ เด็กก็จะหารไม่เป็น เพราะการหารต้องใช้การคูณเป็นเสียก่อน อาจมีข้อโต้แย้งว่าให้เด็กเปิดสูตรคูณได้ หรือเด็กนั่งสร้างสูตรคูณขึ้นมาใหม่ด้วยการบวกทีละตัว แต่นั่นทำให้ช้าและไม่ทันกิน แลกกับการท่องสูตรคูณได้ทำให้เด็กคิดเร็ว และเข้าใจการหารได้ดีกว่า แต่การที่เด็กไม่ต้องท่องสูตรคูณ หรือไม่บังคับให้เด็กท่องสูตรคูณตั้งแต่ระดับ ป.1 ผลคือว่า พอขึ้น ป.4 ภาระหนักอึ้งก็ตกแก่ครูชั้นป.4 ความจริงสมัยก่อนเด็กก็ต้องฝึกท่องสูตรคูณให้ได้ ก-ฮ สระ นับเลขในตอนเย็นหลังเลิกเรียน ท่องอย่างนั้นจนกว่าจะท่องได้ และฝึกท่องกับครัวตัวต่อตัวในห้องเรียน ว่าจะทำได้หรือไม่? หากทำไม่ได้ ก็ไม่ผ่าน ไม่ให้ขึ้นชั้นเรียนที่สูงขึ้น เหล่านี้ไม่เกินความสามารถเด็กในวัยที่พร้อมจะเรียนรู้และจดจำ การฝึกให้เด็กท่องและจำ ไม่ใช่การปิดกั้นจินตนาการหรือปิดกั้นกระบวนการคิดในเรื่องอื่นๆ เพราะที่สุดแล้วชีวิตมนุษย์ก็ต้องมีเรื่องจดจำ เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับการคิดในเรื่องอื่นๆต่อไปด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเมื่อจำแล้วจะทำให้คิดไม่เป็นหรือคิดแบบสร้างสรรค์ไม่ได้
  2. ผู้ปกครอง อันนี้ ผู้ปกครองก็มีส่วนต้องรับผิดชอบ ประเภทอะไรๆก็โทษครูและโรงเรียนนั้น ถือว่าเป็นการผลักภาระ ปัดสวะให้พ้นตัว เพราะผู้ปกครองต้องมีวิธีการรู้ให้ได้ว่า เด็กมีการบ้านไหม ทำการบ้านหรือยัง ทำถูกมากน้อยแค่ไหน เพราะการบ้านคือ การฝึกฝนทักษะให้เกิดความชำนาญทั้งในแง่การฝึกคิดและทักษะการเขียนไปพร้อมๆกัน แต่หากผู้ปกครองไม่ใส่ใจการบ้านเด็ก ก็มัวแต่โทษโรงเรียนว่าสอนสู้โรงเรียนในเมืองหรือโรงเรียนดีๆไม่ได้ โทษโน่นนี่ไปหมด  ยกเว้นโทษตัวเอง รวมถึงการปล่อยปละละเลยตามใจเด็กให้ดูทีวีเมื่อไหร่ก็ได้ ฟังเพลงไปเรื่อยเปื่อย ไม่มีวินัย ไม่ทำการบ้าน ฯลฯ ตามใจเด็กไปหมด นี่ก็เป็นอาการเกรียนของผู้ปกครองประเภทหนึ่งเหมือนกัน...เกรียนสู่รุ่นลูกได้ไม่ยาก
  3. ค่อยว่ากันต่อ(มี แต่่ว่ายังไม่อยากเขียน เป็นเรื่องว่าด้วยความวิตกของครู กับการออกข้อสอบยากหรือง่าย ซึ่งขัดแย้งในตัวเอง และการอยากช่วยนักเรียน แต่ทำร้ายระบบการศึกษาของชาติ)

 

พักนี้มีข่าวเด็กกล่อง(ติดเกมส์) เด็กเกรียน(อารมณ์มากกว่าเหตุผล) ยุคที่สื่อล้อมเด็ก เด็กหลงระเิริงกับสื่อรอบตัว เน็ต มือถือ ทีวี(ดูมากทำให้สมาธิสั้นและโง่ได้) ทำให้เด็กไม่สนใจการเรียน แต่ชอบไปเรียนกวดวิชาเพราะจะได้ไปพบเื่พื่อนต่างเพศ ต่างโรงเรียน ได้แต่งตัวสวย ได้เดินเที่ยวห้างเล่นในวันหยุด ฯลฯ แม้ว่าบางส่วน(หรือส่วนใหญ่?)ไปเรียนกวดวิชาแบบตั้งใจคุ้มค่าเงินและเวลาก็ตาม แต่ก็มีไม่น้อยไปเรียนพิเศษ เพราะเป็นแฟชั่นและผู้ปกครองจำนวนหนึ่งก็บ้าจี้ตามเด็กไปด้วย เพราะหลงเข้าใจผิดคิดว่าเด็กใฝ่เรียน?

ยุคที่เด็กเริ่มสมาธิสั้น ใจร้อน อดทนรอคอยไม่ได้ ไม่มีวินัย เอาแต่คุยโทรศัพท์  นิยมมีคู่นอนและเปลี่ยนคู่นอนแต่วัย เด็ก ยกพวกตีกัน ฯลฯ ปัญหาทั้งหมดนี้ สื่อมวลชนโดยเฉพาะค่ายเพลงและภาพยนตร์ปัดความรับผิดชอบไม่ได้

บทส่งท้าย? 

แต่..ก็ยังชื่นใจที่เด็กส่วนใหญ่(สุ่มพบได้จากเว็บเด็กดี.คอม)เป็นเด็กกลุ่มใหญ่ที่สุดของชาติในโลกออนไลน์ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มเด็กใฝ่เรียนและมีเหตุผล  และเราฝากอนาคตของประเทศชาติไว้กับเด็กเหล่านี้ได้ อย่างน้อยๆ กรณีการออกมาร้องเรียนของคนกลุ่มหนึ่งที่อ้างว่ามีเด็กพลาดการสมัครเอเน็ต 20,000คน และจะฆ่าตัวตายหากสมัครไม่ได้ เด็กส่วนใหญ่เห็นว่า ระเบียบต้องมาก่อน กฎเกณฑ์ต้องมาก่อน ความรับผิดชอบส่วนบุคคลต้องมาก่อน ไม่ยอมรับพฤติกรรมที่ขาดความรับผิดชอบ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นจะร่างกฎเกณฑ์กันไปเพื่ออะไร แต่เด็กเหล่านี้ก็บอกว่ายินดีให้โอกาสเป็นกรณีไป หากความผิดพลาดในการสมัครนั้นสมเหตุผล แต่ประเภทสมัครไม่ทัน ลืม ฝากเพื่อนแล้วเพื่อนลืมนั้น พวกเธอเห็นว่ารับไม่ได้ (ล่าสุดเห็นว่ามีคนยื่นเรื่องร้องเรียนราว 500 คนและในจำนวนนี้มีเหตุผลที่รับฟังได้จำนวน 12 คน ไม่ใช่หลัก 20,000คน เพื่อข่มขู่และเล่นกับข่าวแต่อย่างใด แล้วคนที่ให้ข่าวว่า 20,000 ต้องแสดงความรับผิดชอบ หรือว่าเอาแต่เกรียนตามเด็ก?)

อนาคตเด็กไทยก็พอมีลู่ทางสดใสได้อยู่

edit @ 16 Feb 2009 08:49:46 by pudalay

Comment

Comment:

Tweet

#2 By - (61.19.66.132) on 2009-02-16 09:47

มีต่อภาคสองไหมคะ อยากอ่านconfused smile

#1 By hobbyburn on 2009-02-16 09:18