หลังจากมีข่าวครูลงโทษนักเรียนด้วยไม้เรียวด้วยการลุแก่โทสะ ไม่นานนักกระทรวงศึกษาธิการก็สั่งริบไม้เรียวไปจากมือครู แล้วเสนอให้ใช้วิธีการลงโทษด้วยมาตรการอื่นๆแทน

ความจริง ครูก็อาจมีอารมณ์โมโห กระทั่งฟาดเด็กด้วยไม้เรียว หรือ ขว้างด้วยแปรงลบกระดานได้เหมือนกัน เหตุการณ์แบบนี้นับว่า เป็นพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะ ถือว่าเป็นการใช้ "ความรุนแรง"เกินเหตุ

แต่โดยภาพรวมนั้น เราไม่ค่อยพบว่านักเรียนคนไหนโกรธ หรือเกลียดครูที่ตีในวัยเด็กเลย  ตรงข้ามเมื่อเวลาผ่านไป  เมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่ กลับรู้สึกรักและอยากขอบคุณครูเหล่านั้นเป็นที่สุด 

สถานการณ์ในแวดวงรั้วโรงเรียน หากเปรียบเทียบกับวงการตำรวจที่มีข่าวว่าตำรวจบางนายโกรธผู้บังคับบัญชาแล้วลั่นกระสุนเข้าใส่ หรือ กรณียิงปืนใส่ประชาชนผู้บริสุทธิ์เพราะโรคเครียด ก็มีส่วนคล้ายกัน

แต่คนในสังคมก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะไม่ออกกฎหมายริบปืน หรือห้ามตำรวจพกอาวุธประจำกาย เพราะเล็งเห็นว่าตำรวจพกปืน ดีกว่าเดินมือเปล่า ที่สำคัญที่สุด การก่อความรุนแรงตามกรณีที่กล่าวมานั้นเรียกได้ว่าเป็นข้อยกเว้น ไม่ใช่กฎ

  การแก้ปัญหาเรื่องการริบไม้เรียวครู  ก็เปรียบเสมือนการสั่งริบอาวุธของตำรวจทุกนายทั่วประเทศ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็เหมือนการป้องกันปัญหาอย่างหนึ่ง แต่ก่อปัญหาใหม่และเกิดผลเสียหายใหญ่หลวงมากกว่าเก่า

ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น เด็กมีหลายหลายประเภท บางคนต้องพูดให้กำลังใจจึงจะได้ผล บางคนพูดไพเราะก็เชื่อฟัง บางคนต้องขู่หลอกล่อ บางคนต้องคาดโทษจึงจะทำการบ้าน บางคนต้องคาดโทษจึงจะเลิกพฤติกรรมคุยเล่นในชั่วโมงเรียน บางคนเกเรมากต้องทั้งขู่ทั้งปลอบและไม้เรียวร่วมด้วย นั่นคือว่า ครูต้องมีเครื่องมือที่หลากหลาย และเพียงพอแก่การอบรมสั่งสอน คือ มีทั้งรางวัลและไม้เรียวควบคู่กันไป 

ประกอบกับยุคนี้ เด็กไม่ต้องตั้งใจเรียนก็ได้ เพราะถือว่าอย่างไรเสียพ่อแม่ก็ต้องหาโรงเรียนให้ได้เรียนวันยัง มีโรงเรียนรอให้เข้าเรียนตั้งมากมายแบบ "จ่ายครบ จบแน่"  ติดศูนย์ ติด ร. ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่  มีระบบรีเกรดได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะเรียนซ้ำชั้น เพราะระบบนี้ถูกยกเลิกไปแต่ปีมะโว้แล้ว

แถมเด็กไม่ต้องกลัวว่าจะเรียนไม่จบ เพราะหากได้เกรดต่ำ แสดงว่าครูสอนไม่ดี  สอนนักเรียนไม่เ้ข้าใจ (แต่เรื่องว่า เด็กไม่สนในการเรียน ไม่เคยทำการบ้าน ผู้ปกครองบางส่วนไม่สนใจจะรับรู้ แต่จะโวยวายกับครูว่าครูสอนไม่ดี  สอนไม่รู้เรื่อง ทำให้เด็กทำข้อสอบไม่ได้ ฯลฯ  สรุปคือ ครูผิดทั้งขึ้นทั้งล่อง หากออกข้อสอบยากไป เด็กตกมากก็โดนด่า หากออกข้อสอบง่ายไปโรงเรียนก็มีมาตรฐานต่ำ ทำลายระบบการศึกษาของชาติโดยรวม)

ดังนั้นเมื่อพิจารณาเหตุปัจจัยประกอบเรื่อง ผู้ปกครองให้ท้ายและเด็กรักสบายมากขึ้นแล้ว การริบไม้เรียบครู ก็เหมือน "ลอยแพ"ครู และเป็นชนวนให้เกิดเหตุการณ์แบบ "พ่อแม่รังแกฉัีน"ในที่สุด 

  ข้อเสนอแนะ

ครูควรมี "อำนาจ"ใช้ "ไม้เรียว"ได้แบบมี "เงื่อนไข" คือการลงโทษตี ต้องไม่มีส่วนเจือสมของ "อารมณ์" ซึ่งทำได้โดยที่ีีครูที่ตรวจพบการ"กระทำผิด" และหรือกรณีที่สมควรแก่เหตุ จากนั้นเขียนรายงานพร้อมลงชื่อและพยานเช่น หัวหน้าชั้นเรียน  ส่งให้ "ฝ่ายปกครอง"เป็นคนโทษเด็กตามกฎระเบียบต่อไป

ผลคือว่า ครูที่ใช้ไม้เรียว ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ ไม่โกรธ ไม่เกลียด แต่มีหน้าที่อธิบายว่า ระเบียบเพื่อคนหมู่มากอยู่ร่วมกัน หรือ เพื่ออนาคตที่ดีของลูกศิษย์ทุกคน วิีธีการแบบนี้ นักเรียนรู้ตัวล่วงหน้าได้ว่าหากทำผิด ต้องได้รับโทษ คือ ไม้เรียว

บทส่งท้าย?

หากระบบโรงเรียนยังเป็นเช่นปัจจุบัน ครูแตะเด็กนิดหน่อยไม่ได้  เพราะผู้ปกครองคอย "ให้ท้าย" นานๆไปครูก็ไม่อยากสนใจอบรมสั่งสอนเด็ก เพราะจะถือว่าทำดีก็เสมอตัว พลาดนิดก็โดนรุมด่า หนักเ้ข้าก็จะกลายเป็นว่า สักแต่ว่าสอนๆให้หมดชั่วโมง ซึ่งจะกลายเป็นวิกฤติร้ายแรงที่สุดเท่าที่ระบบการศึกษาไทยเคยพบเห็น

ที่สุดแล้ว เราหรือผู้ปกครองก็จะได้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ที่ไม่มีระเบียบวินัย  เอาแต่ใจ ไม่สนใจศึกษาเล่าเรียน และขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ต่อตนเองและสังคมในที่สุด

Comment

Comment:

Tweet

#1 By ... (180.183.8.1) on 2010-08-29 16:37

#2 By ... (180.183.8.1) on 2010-08-29 16:37