A-net กับ สิทธิและหน้าที่
posted on 17 Feb 2009 10:58 by pudalay7000จนถึงขณะนี้ สกอ.คืนสิทธิ์การสมัครสอบแล้ว 2 คน รอการตรวจสอบพิสูจน์พยานหลักฐาน 4 คน ตามหาตัวไม่พบอีก 2 คน และ 6 คนที่รับเรื่องร้องเรียนเอาไว้ถูกตัดสิทธิ์ เพราะชำระเงินเกินกำหนดเวลา(ข่าวสดออนไลน์ 17ก.พ.52)
สิทธิก่อให้เกิดหน้าที่
ธรรมชาติแห่งสิทธิมีลักษณะสำคัญ เช่น สิทธิมีหน้าที่ควบคู่เสมอ เจ้าของสิทธิมีหน้าที่ต่อตนเองด้วย ใช้สิทธิโดยสุจริต และระมัดระวังกระทบต่อประโยชน์ส่วนรวม เช่น
สิทธิพลเมือง สิทธิในการรักษาพยาบาล สิทธิในการศึกษาต่อ ฯลฯ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจะได้รับความคุ้มครองเมื่อ..เจ้าของสิทธินั้นปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ฝ่ายบริหารวางไว้ เรียกง่ายๆว่าเจ้าของสิทธิมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์เพื่อยืนยันและรักษาสิทธิของตนเอง
สิทธิในการเลือกตั้ง การอ้างว่า่มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ตรวจสอบก่อนว่ารายชื่อตกหล่น? ไปใช้สิทธิในหน่วยเลือกตั้งอื่น หรือ ไปใช้สิทธิก่อนเวลา หรือหลังเวลา อย่างนี้ถือว่ากระทำมิได้ เพราะสิทธิก่อให้เกิดหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมาย
หรือไปสมัครสอบเป็นผู้พากษาก่อนก่อนเวลา หลังเวลา หรือจ่ายเงินภายหลังจากสอบเสร็จแล้ว ก็คงกระทำมิได้ เพราะต้องทำไปตามกฎเกณฑ์ที่วางเอาไว้ ผู้มีสิทธิทุกคนมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นั้น เพื่อรักษาสิทธิของตนเองเอาไว้...ไม่ใช่ว่าจะเป็นสิทธิแบบไม่มีเงื่อนไขหรือกฎเกณฑ์
เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 2089/2532เรื่อง ฟ้องคดีแทนโจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้ อ.ฟ้องคดีแทน โดยปิดอากร แสตมป์ครบถ้วนแต่ไม่ได้ ขีดฆ่า ย่อมถือว่ายังไม่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 จะใช้หนังสือ มอบอำนาจดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน ฟังว่าโจทก์มอบอำนาจให้ อ.ฟ้องคดีแทนโจทก์ไม่ได้(http://www.rd.go.th/publish/17533.0.html) นั่นคือ บุคคลมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธินั้นเอาไว้
จากกรณีคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว แม้ติดอากรแสตมป์แล้ว แต่ลืมขีดฆ่า หรือไม่ขีดฆ่า ก็ใช้หนังสือนั้นเป็นพยานหลักฐานไม่ได้...ขนาดนั้นเลย
ฯลฯ
การอ้างว่า มีนักเรียนจำนวน 20,000 กว่าคน ที่ถูกตัดสิทธิ์ จึงเป็นการอ้างเพื่อประโยชน์แห่งตน? ในการทำให้เป็นข่าว? และกดดัน สกอ.? ถือว่าเป็นการให้ข่าวที่ขาดความรับผิดชอบ และมีเจตนาเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิ โดยไม่สุจริตหรือไม่?
เช่น การให้สัมภาษณ์ของ น.ส.รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะประธานกรรมาธิการการศึกษาตรวจสอบทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล ส.ว. กล่าวว่าสัปดาห์นี้จะ เชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง สกอ., ตัวแทนนักเรียน ผู้ปกครองที่ถูกตัดสิทธิสอบเอ-เน็ต, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ มาร่วมหารือ ซึ่งเรื่องนี้ รมว.ศึกษาธิการใช้อำนาจแก้ไขได้ เพราะ สกอ.จะจัดสอบเอ-เน็ตในวันที่ 28 ก.พ.นี้ จึงไม่ควรให้เด็กถูกตัดสิทธิสอบเอ-เน็ต น่าจะช่วยเหลือเด็กเพราะเป็นเรื่องอนาคตทางการศึกษา สกอ.ควรเปิดโอกาสให้เด็กกว่า 2 หมื่นคนได้สมัครสอบเอ-เน็ตและคิดค่าปรับในการสมัคร เพื่อให้เป็นธรรมกับกลุ่มเด็กที่สมัครไปก่อนแล้ว อย่างไรก็ตาม มีข้อน่าสังเกตว่า การเก็บเงินค่าสมัครของ สกอ.มีกฎหมายรองรับหรือไม่ ซึ่งจะมีการตรวจสอบต่อไป(http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=122595)
การอ้างตัวเลขที่มากเกินจริงมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร? และจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง? กล่าวขอโทษ? หรือว่ามีปากสักแต่ว่าพูดๆไป?
เพราะจากข้อมูล มียอดนักเรียนที่มาร้องทุกข์ทั้งในและต่างจังหวัด ซึ่งสกอ.เปิดรับร้องทุกข์ตั้งแต่วันที่ 8-13 ก.พ. มีทั้งสิ้น 532 ราย แบ่งเป็นกทม. 181 ราย และต่างจังหวัด 351 ราย
และในจำนวน 532 รายนี้ สกอ.รับเรื่องไว้พิจารณา 14 คนเท่านั้น ที่เหลือถือว่าไม่ทำหน้าที่จึงทำให้เสียสิทธิของตนเอง
ดังนั้น สกอ. ต้องยืนยันหลักการว่า ระเบียบคือประโยชน์ของสาธารณะ เพื่อการสร้างและรักษาจิตสำนึกการปกครองด้วยกฎหมายตามหลักนิติรัฐ (กรณีตกหล่น หรือมีข้อยกเว้นเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีได้ และรัฐต้องเยียวยาแก้ไข แต่ไม่ใช่เหตุผลที่จะมาหักล้างว่ารัฐต้องยกเลิกหลักนิติรัฐ)
สังคมไทยจะเน่าเฟะ เละตุ้มเปะ หากปล่อยให้คนไม่รู้ คนไม่รับผิดชอบตนเองออกมาเคลื่อนไหวสร้างภาพกันแบบรายวัน นานๆไปสังคมไทยจะกลายเป็นสังคมที่ไม่มีกฎเกณฑ์ เพราะมีแต่คนเรียกร้องสิทธิ แต่ไม่เคยทำหน้าที่ มีแต่คนอยากมีเสรีภาพแต่ไม่อยากรับผิดชอบ...วิบัติแน่แท้